Tuesday, 31 January 2023

อยู่อย่างไรให้โสด…แต่สุข ข้อคิดดีๆ จาก “อาหนิง นิรุตติ์”

29 Dec 2020
210

ต้องบอกว่าชีวิตโสดเป็นช่วงเวลาที่หลายคนต้องเผชิญไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม บางคนพยายามขวนขวายหาคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิต ยอมเสียสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อให้ได้มา แต่อยากให้รู้ไว้ว่าการเป็นโสดไม่ได้เป็นิส่งเลวร้ายเสมอไป อย่างเช่นอาหนิง นิรุตติ์ ศิริจรรยา ผู้เสียภรรยาไปโดยไม่ได้กล่าวลาสักคำ แต่นั้นกลับทำให้อาหนิงพบวิธีที่จะโสดอย่างไรให้มีแต่ความสุข แล้วทัศนคติของอาหนิงจะเป็นอย่างไร ข้อคิดดีๆ ที่อาหนิงฝากไว้จะมีอะไรบ้าง เรามารับชมกันเลย

หลังสูญเสียคุณอรวรรณ ศิริจรรยา ภรรยาผู้เป็นที่รัก จากอุบัติเหตุเมื่อปี 2539 เขาก็เดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกานานถึงหกปี ก่อนจะกลับมาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงเมืองไทยอีกครั้ง และครองตัวเป็นโสดตลอดมา ระหว่างการสัมภาษณ์ ทุกคำถามถูกตอบอย่างตั้งใจ บางช่วงที่เอ่ยถึงภรรยา น้ำเสียงและแววตาแสดงให้รู้ว่ายังมีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่ ใครต่อใครต่างสงสัยว่า ผู้ชายที่ใช้ชีวิตบั้นปลายแต่เพียงลำพังขาดคนรู้ใจ จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาบ้างเชียวหรือ คำกล่าวที่ว่า “โสด…แต่สุข” นั้นเป็นจริงแค่ไหน …ต้องไปค้นหาความจริงกัน

ใช้อะไรเยียวยาจิตใจตัวเอง หลังจากสูญเสียภรรยา… ภรรยาผมเสียเมื่อปี 39 จากนั้นก็หยุดรับงาน เงินเลยหมด ตั้งใจว่าจะไปขายบ้านที่ซื้อไว้ที่อเมริกา แต่บ้านไม่เหมือนข้าวแกงจะได้ขายกันได้ง่ายๆ ผมไปเดือนสิงหาฯ แต่กว่าจะขายได้ก็เดือนกุมภาฯ ทีนี้ยังไงไม่รู้ ผมไปซื้อบ้านต่ออีกหลังแล้วอยู่ต่ออีกหกปี โดยไม่ได้ทำงานอะไรเลย

ใช้ชีวิตแบบทุกวันตื่นขึ้นมาเพื่อรอพระอาทิตย์ตกแล้วก็เข้านอน…คนที่ไม่เคยมีเมียจะไม่รู้หรอกว่าเวลาเมียจาก ไปโดยไม่สั่งลาสักคำมันเป็นอย่างไร เราอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง จะให้ไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไร ต่อให้เป็นสัตว์เลี้ยงเราก็รู้สึก นี่เป็นมนุษย์…เป็นเหมือนอีกซีกหนึ่งของเรา แล้วหลุดออกไปเฉยๆ กว่าจะเอากลับเข้ามาได้ มันไม่ง่ายแน่นอน ดังนั้นเวลาใครถามว่า ทำไมถึงไปอเมริกา ผมไม่สามารถพูดให้ใครฟังได้ว่าไปทำอะไร ไปเศร้าหรือ? ก็คงไม่ใช่…ไม่ถึงขนาดอยากทำไม่ดีกับตัวเองเพื่อตัวจาก ไป แค่รู้สึกเหมือนมีชีวิตอยู่แค่ครึ่งเดียว แต่อย่างไรก็ต้องมีชีวิตอยู่

ผมเรียนรู้ว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา สวดมนต์ไหว้พระผมก็สวดอยู่ แต่ตอนนั้นไม่ว่าทำอะไรก็ช่วยไม่ได้ คนจะมาบอกว่า เศร้า ก็ไปนุ่งขาวห่มขาว บวชชีพราหมณ์สิ ซึ่งผมว่านั่นเป็นแฟชั่น ตอนนั้นผมรู้ว่าไม่มีอะไรจะช่วยได้ ต้องนิ่งอย่างเดียว จะบอกว่าให้ไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้วจะทำให้ทุกข์หาย ก็คงไม่จริงหรอก เพราะเวลาที่ทุกอย่างในหัวมันปั่นป่วน เหมือนกับเฮอร์ริเคนเข้ามา เวลานั้นเราไม่สามารถเอาอะไรไปกั้น สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำได้คือต้องปล่อยมันไป ผมจึงใช้วิธีปล่อยให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆ วันนี้คิดมาก พรุ่งนี้ก็คิดให้น้อยลงมาหน่อย เวลาเท่านั้นที่จะช่วยได้ ไม่มีผู้วิเศษคนไหนที่จะทำให้ทุกข์หายทันที ธรรมะก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลา ไม่มีใครหรอกที่จะนำธรรมะมาช่วยได้ทั้งหมดในทันที

สำหรับคุณนิรุตติ์ ชีวิตแต่งงานกับชีวิตโสดแบบไหนดีกว่ากัน
ผมคิดว่าไม่มีอะไรดีกว่าอะไร เพราะมีสิ่งที่ขาดไปกับสิ่งที่ได้เพิ่มมา บางคนคิดว่าอยู่คนเดียวสบายดี แต่สำหรับผมรู้สึกว่าขาดที่ปรึกษา แม้แต่คุณแม่เรายังคุยไม่ได้หมดทุกเรื่อง การอยู่คนเดียวทำให้ขาดคนที่จะมาแชร์ความคิด ความรู้สึก อย่างเช่นรถคันนั้นสวยจัง ดอกไม้ดอกนี้สวยดี เราพูดกับใครไม่ได้ ต้องพูดอยู่ในใจคนเดียว

สำหรับผม ชีวิตคู่ไม่ได้อยู่เพื่อมีอะไรกันอย่างเดียว ยิ่งพอแต่งงานกันแล้ว เรื่องนี้กลับกลายเป็นอันดับสุดท้ายของวัน คือ ตื่นขึ้นมาอย่างแรกต้องคุยกันก่อน ดื่มกาแฟทานอาหารเช้า ออกไปทำงาน ไปเที่ยวหาอะไรกินด้วยกัน และสุดท้ายถึงจะมีอะไรกัน ถ้าใครคิดจะมีคู่เพื่อนอนอย่างเดียวคงไม่ต้องแต่งงานก็ได้ ทุกคนสามารถอยู่กับใครก็ได้ แต่การอยู่กับสามีหรือภรรยาต้องอยู่ ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ไม่ใช่หน้าที่ คู่ไหนบอกว่าอยู่ด้วยหน้าที่ ผมว่าไปไม่รอด

ส่วนใหญ่เวลาผู้ใหญ่ให้พร ท่านจะขอให้ “รักและเข้าใจกัน” ซึ่งคำว่า “รัก” เป็นนามธรรมมาก มองไม่เห็น บางครั้งพูดเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น แต่ “เข้าใจ” เป็นเหตุและผล ความเข้าใจสำคัญกว่า ถ้าคุณเข้าใจผม คุณจะไม่มาเซ้าซี้คุยในเวลาที่ผมต้องการอยู่คนเดียว ผมว่าความเข้าใจสำคัญ เพราะทำให้คนเรารักกันมากยิ่งขึ้น ถามว่าตอนนี้อยากมีใครไหม ผมก็อยากมีคนเข้าใจ แต่กลัวมีแล้วเขาจาก ไปก่อน ถ้าจะมาเป็นเมียผม สัญญาได้ไหมว่าจะ ไม่จาก ไปก่อนผม ไม่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนหัวสมองจะแตกอีก แต่จริงๆแล้วผมก็ไม่มีปัญหาอะไรในการอยู่อย่างนี้ เพราะอายุก็มากแล้ว

ถ้าอย่างนั้นทำอย่างไรถึงจะอยู่คนเดียว แต่ก็ยังมีความสุขได้…
ผมมีความรักและความเข้าใจจากเพื่อนร่วมงาน เวลาไปกองถ่ายแค่ได้ซื้อขนมมากินด้วยกันก็มีความสุขแล้ว บางครั้งผมอยู่โป่งน้ำร้อนจังหวัดจันทบุรี มีงานถ่ายที่เมืองกาญจน์ก็ได้ไปเจอผู้ร่วมงานใหม่ๆหรือไปเขาใหญ่ก็ได้เจอเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ขับรถกลับบ้านโป่งน้ำร้อนเจอเจดีย์ 3 องค์ เป็นเจดีย์เก็บอัฐิของคุณแม่ คุณย่า รวมถึงคุณอรวรรณ ผมก็มีความสุขที่ได้นั่งคุยกับเขา เขาจะได้ยินผมหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมไม่ได้ยินเขาแน่ (หัวเราะ) หรือแค่มีหมาอีกตัวนั่งอยู่ข้างๆ ก็มีความสุขแล้ว

ผมไม่ยึดติดว่าความสุขต้องเป็นเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วทำให้ยิ้มได้ เท่านั้น ความสุขของผมเกิดขึ้นได้ทุกวันทุกเวลา แล้วแต่ว่าจะไปเจอะเจอใครหรือทำอะไร หรือไปอยู่ในสถานที่ไหน ความสุขที่ผ่านมาผมไม่เคยจำ ส่วนความทุกข์ที่ผ่านมาก็ทิ้งไปหมด ทุกวันนี้เราก็มีความสุขได้ แค่ตื่นเช้าขึ้นมา ได้ดื่มน้ำดีๆ ดื่มกาแฟอร่อยๆ หอมๆ ก็มีความสุขแล้ว ต้องเข้าใจสัจธรรมว่า ความสุขความทุกข์ไม่อยู่กับเรานาน ถ้าทุกข์นานก็ทำไม่ดีกับตัวเองเพื่อตัวจาก ไปไป หรือถ้าสุขอยู่กับเรานานเกินไป ก็อาจจะหัวเราะคนเดียวจนต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า เพราะฉะนั้นชีวิตเราจึงควรปนไปด้วยสุขและทุกข์ ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราได้ตลอดไป แม้กระทั่งตัวเราเอง

บางคนบอกว่า “งานทำให้มีความสุข” ซึ่งผมไม่รู้สึกอย่างนั้นทั้งหมด งานไม่ได้ทำให้เรามีความสุข แต่เราต่างหากที่บังคับจิตใจของเราให้ “มีความสุขกับงาน” ตัวงานจริงๆ มีความเครียด ต้องคิด มีปัญหาให้เราแก้ไข แต่เราจะมองงานนั้นอย่างไร อย่างหมอผ่าตัดลงไปในเนื้อคน เลือดพุ่งจี๊ด ถามว่าตอนนั้นหมอมีความสุขไหม…คงไม่ แต่จะมีความสุขต่อเมื่อคนไข้หายป่วย ผลจากงานมากกว่าที่ทำให้เรามีความสุข เพราะได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่น

เคล็ดลับของการอยู่เป็นโสดแต่มีความสุข ในแบบของนิรุตติ์ ศิริจรรยา
รู้จักเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆ จากสิ่งใกล้ตัว เช่นอาหารอร่อยๆ เพื่อนร่วมงานดีๆ ธรรมชาติที่สวยงาม ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อรบกวนตัวเองและคนอื่นให้น้อยที่สุด แบ่งเวลาทำประโยชน์เพื่อสังคม เข้าใจสัจธรรมของชีวิตว่าทุกข์สุขไม่จีรัง เพื่อละวางจากความยึดติด ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย เพื่อความสำเร็จของงาน ให้ความสำคัญและมีความสุขกับผลของงานมากกว่าตัวงานที่ต้องทำ

บทความที่ได้จัดทำขึ้นมานั้น มีจุดประสงค์เพื่อแบ่งปันความรู้ สาระ ความบันเทิง เรื่องราวกระแสโซเชียวที่มาแรงในขณะนั้น และความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณประกอบในการอ่าน หากมีบทความใดให้ข้อมูลผิดพลาดหรือไม่ได้อ้างอิงข้อมูล ทางผู้จัดทำขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

Facebook Comments